The Virology Association (Thailand)
กทม.ห่วงพิษสุนัขบ้าระบาด ชวนนำสัตว์เลี้ยงฉีดวัคซีน ป้องกันโรคฟรีรวม50เขต

เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2555 นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดโครงการรณรงค์การฉีดวัคซีนสุนัขและแมวเพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และกล่าวว่า เพื่อให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงให้ความสำคัญในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่ระบาดกับสุนัขและแมวในช่วงฤดูร้อน และเพื่อรู้ถึงพิษภัยใกล้ตัวของสัตว์เลี้ยงซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับบุตรหลานและคนในครอบครัว จึงอยากรณรงค์เชิญชวนประชาชนพาสุนัขและแมวมาใช้บริการของ กทม.

นายสุทธิชัยกล่าวต่อว่า การให้บริการจาก กทม. จะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงให้กับประชาชน และยังเป็นการควบคุมประชากรสุนัขและแมวจรจัดในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีรถเคลื่อนที่ให้บริการฉีดวัคซีน ทำหมัน และรักษาโรคให้กับสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ชุมชนต่างๆ โดยเจ้าหน้าที่สำนักอนามัยจะเปิดจุดให้บริการฟรี ตั้งแต่เวลา 9.00-12.00 น. ซึ่งประชาชนจะต้องนำหลักฐานทะเบียนบ้านและบัตรประชาชน ในการขอรับบริการทำหมัน ฝังไมโครชิพ และฉีดวัคซีน ซึ่งสัตว์เลี้ยงที่ได้รับบริการ ทาง ทม.จะติดป้ายสัญลักษณ์ตรากทม.ว่าผ่านการฉีดวัคซีนอีกด้วย

สำหรับโรคพิษสุนัขบ้าหรือโรคกลัวน้ำ เป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่งที่ปัจจุบันยังไม่มียาอะไรรักษาได้เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ เรบีส์ (Rabies) ส่งผลร้ายแรงต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น คน สุนัข แมว ลิง ซึ่งหากได้รับเชื้อแล้วทำให้มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มีอาการทางประสาท ซึ่งเชื้อไวรัสจะเข้าทำลายประสาทส่วนกลางอย่างรวดเร็ว จนเสียชีวิตในที่สุด

วันจันทร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น. แนวหน้า

 
กรมควบคุมโรค ส่งทีมเคลื่อนที่เร็วเฝ้าระวังไข้เลือดออกภาคใต้

กรมควบคุมโรค ส่งทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) เฝ้าระวัง ป้องกันโรคไข้เลือดออกในพื้นที่ภาคใต้เข้มข้น หากพบผู้ป่วยมีไข้สูง จุดเลือดออกตามตัว พบแพทย์ทันที



วันนี้ (11 พ.ค.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ยังน่าเป็นห่วง เพราะในช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลง อากาศร้อนสลับฝนตก หลังจากฝนตกก็จะเกิดแอ่งน้ำขัง หรือน้ำขังตามภาชนะต่างๆ กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงได้ โดยทั่วไปยุงลายจะวางไข่ตามภาชนะที่มีน้ำใสและนิ่ง ซึ่งน้ำฝนมักเป็นน้ำที่ยุงลายชอบวางไข่มากที่สุด จากข้อมูลการเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-10 พฤษภาคม2555) พบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสม จำนวน 8,934 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 13.99 ต่อประชากรแสนคน มีผู้เสียชีวิต จำนวน 7 ราย ในจังหวัดราชบุรี สมุทรสงคราม ชลบุรี ภูเก็ต ระนอง นครราชสีมา และ กรุงเทพฯ เมื่อแยกเป็นรายภาคที่มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ ภาคกลาง จำนวน 4,508 ราย รองลงมา ภาคใต้ จำนวน 2,225 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 1,185 ราย และภาคเหนือ จำนวน 1,016 ราย ตามลำดับ หากพิจารณาตามอัตราป่วยกลับพบว่า ภาคใต้มีอัตราป่วยสูงสุด คือ 25.02 ต่อประชากรแสนคน รองลงมาคือ ภาคกลาง อัตราป่วย 20.85 ต่อประชากรแสนคน

นายแพทย์ สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า สภาพอากาศโดยทั่วไปในพื้นที่ภาคใต้จะมีฝนตกประปรายเกือบตลอดทั้งปี ทำให้มีแอ่งน้ำขัง หรือมีน้ำขังตามวัสดุต่างๆ ประกอบกับพื้นที่บางส่วนจะมีแนวชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงมีชาวไทย และชาวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวจำนวนมาก จึงทำให้มีผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกอย่างต่อเนื่อง ทั้งประชาชนในพื้นที่ นักท่องเที่ยวจากต่างชาติ และแรงงานเพื่อนบ้าน กรมควบคุมโรคจึงมีมาตรการเข้มข้นในเรื่องนี้ เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออกที่อาจจะเกิดขึ้น โดยจัดส่งทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) จากสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 จังหวัดสงขลา ที่ดูแลพื้นที่ภาคใต้ เข้าไปร่วมดำเนินงานกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมสนับสนุนการดำเนินการทุกด้าน เช่น ทีมสอบสวนโรค ทีมปฏิบัติการพ่นสารเคมีกำจัดยุงตัวเต็มวัย ทรายกำจัดลูกน้ำ ยาทากันยุง และสื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนร่วมกันทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทุกสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดยุงลายเพื่อลดปริมาณยุงลายให้มากที่สุด

โรคไข้เลือดออกติดต่อกันได้โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ ซึ่งจะกัดในเวลากลางวัน ลักษณะอาการเริ่มจากมีไข้สูง 2-7 วัน ปวดศีรษะ ครั่นเนื้อครั่นตัวปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและกระดูก คลื่นไส้ อาเจียนแต่จะไม่มีอาการไอ ไม่มีน้ำมูกไหล เหมือนไข้หวัด นอกจากนี้ อาจมีผื่น หรือจุดแดงๆ ขึ้นที่ใต้ผิวหนัง หลังจากนั้น ไข้จะลง ส่วนใหญ่จะฟื้นตัว สดชื่น แจ่มใสขึ้น และหายเป็นปกติ แต่หากไข้ลดแล้วมีอาการซึม เบื่ออาหาร มีอาการเพลียมาก ให้ไปพบแพทย์ทันที เพราะจะเกิดอาการช็อกได้ และที่สำคัญ ในการให้ยาลดไข้ ขอให้ใช้ยาพาราเซตามอล ห้ามใช้ยาแอสไพรินอย่างเด็ดขาด เนื่องจากหากป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก ซึ่งมีเลือดออกในอวัยวะภายในอยู่แล้ว ยาแอสไพรินจะทำให้มีเลือดออกมากขึ้น เพราะคุณสมบัติของแอสไพรินจะต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดหยุดยากและเสียชีวิตได้

นอกจากนี้ ได้กำชับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคทั้ง 12 เขตทั่วประเทศ ประสานกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) ลงพื้นที่เพื่อควบคุมโรคภายใน 24 ชั่วโมง และรณรงค์ให้ประชาชนปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออกด้วย 5ป.ปราบยุงลาย (ปิด เปลี่ยน ปล่อย ปรับปรุง และปฏิบัติจนเป็นนิสัย) ได้แก่ ปิดฝาภาชนะกักเก็บน้ำทุกชนิดเปลี่ยนน้ำทุกๆ 7 วัน ปล่อยปลากินลูกน้ำในภาชนะกักเก็บน้ำ ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้เป็นที่เพาะพันธุ์ของยุง และปฏิบัติตนเองจนเป็นนิสัย ซึ่งจะเน้นความร่วมมือในการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะที่เป็นลูกน้ำ ตัวโม่ง และระยะที่เป็นตัวเต็มวัย หากประชาชนสามารถทำตามมาตรการดังกล่าวได้ ก็จะช่วยให้ลดจำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกลงได้ และถ้ามีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข โทรศัพท์ 1422 และศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค โทรศัพท์ 0 2590 3333

 

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์     11 พฤษภาคม 2555 17:41 น.

 
เปรูเร่งค้นหาสาเหตุโลมาตายลึกลับกว่า 900 ตัว

     
    ทางการเปรูเร่งสืบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างลึกลับของโลมากว่า 900 ตัว ที่ถูกคลื่นทยอยซัดมาเกยตื้นบริเวณชายฝั่งทางตอนเหนือของประเทศ ตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานในเบื้องต้นว่า อาจเกิดจากเชื้อไวรัส

    วันนี้ ( 20 เม.ย. ) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลิมา ประเทศเปรู ว่า ทางการเปรูเร่งสืบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างลึกลับของโลมากว่า 900 ตัว ที่ถูกคลื่นทยอยซัดมาเกยตื้นบริเวณชายฝั่งทางตอนเหนือของประเทศ ตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา

    นายกาเบรียล กูจานเดรีย รมช.กระทรวงสิ่งแวดล้อมของเปรู แถลงผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงท้องถิ่น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานในเบื้องต้นว่า การเสียชีวิตของโลมาเหล่านี้ ซึ่งกว่าร้อยละ 95 เป็นโลมาจมูกขวด อาจเกิดจากเชื้อไวรัส อย่างไรก็ตาม ทางการยังคงรอผลการชันสูตรโดยละเอียด เพื่อสรุปอีกครั้งว่า มลภาวะทางสิ่งแวดล้อม หรือปัจจัยอื่นๆ มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

    นอกจากนี้ นายกูจานเดรียยังกล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เนื่องจากเคยมีการพบการเสียชีวิตของโลมาในลักษณะคล้ายกันนี้ ทั้งในเม็กซิโก และสหรัฐ ซึ่งเจ้าหน้าที่วินิจฉัยสาเหตุของการเสียชีวิตว่า เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ที่ทำให้เกิดโรคหัด และโรคลงแดง.

 
ASIA PACIFIC Influenza summit วันที่ 12-14 มิถุนายน 2555 โรงแรม Siam Kempinksi กรุงเทพฯ

มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่  และกรมควบคุมโรค ได้เข้าร่วมเป็นเจ้าภาพกับ Asia-Pacific Alliance for the Control of Influenza (APACI) Ltd   จัดงาน  ASIA PACIFIC Influenza summit ที่โรงแรม Siam Kempinksi กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-14 มิถุนายน 2555 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสนับสนุนนโยบายการป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่ ในประเทศภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้วัคซีนไข้หวัดใหญ่

 
The First Asia-Pacific Influenza Summit 12-13th June 2012 Bangkok, Thailand

The First Asia-Pacific Influenza Summit 12-13th June 2012 Bangkok, Thailand

Executive Summary
Awareness of the burden of influenza on public health continues to develop in the Asia-Pacific region, however there is no consensus on the best way to prevent and treat the disease and to ensure that policies for the use of seasonal influenza vaccines and specific treatments are in place.
A one day Influenza Summit is proposed to address the challenges of combating influenza in the region, by focusing on influenza control policy, funding availability and policy implementation leading to improved influenza vaccine uptake.
APACI will lead a partnership to organise the Summit with the Influenza Foundation of Thailand (IFT), with input from WHO and CDC regional offices. The intended audience will be representatives of healthcare provider organisations, public health authorities and others with an interest in the control of influenza.
The Summit will be modelled on the successful European (ESWI) and United States (CDC/AMA) Influenza Summits held in 2011, and the forerunner of new initiatives to promote influenza awareness in the region.
Objectives
1.    Review the current state of official influenza control policies in Asia-Pacific countries.
2.    Identify, summarize and communicate influenza control strategies that have successfully increased vaccine uptake in the region.
3.    Develop policy and advocacy approaches to improve influenza vaccine uptake in high-risk groups and healthcare workers in the region
4.    Establish collaborative relationships to promote best practices for the control of influenza.
Intended Audience
Participants would include public health officials, healthcare professionals, and other public & private organisations that have an interest in promoting best practices for the prevention and treatment of influenza.
12th June: 60 attendees
13th June: 200 attendees

Registration Fee
The conference will be by invitation only, therefore no registration fee will be necessary.
Summit Venue & Accommodation
Thailand has been proposed as the meeting site as The Influenza Foundation of Thailand is well established with a focus on influenza awareness education, and is a member of APACI’s regional network of foundations. A number of studies have also established the burden of disease and economic cost of influenza in Thailand.
It proposed that the Summit take place on Tuesday 12th & Wednesday 13th  of June at the Siam Kempinski Hotel, Bankok, preceding the ICID 2011 Meeting, 13-16th  June 2012.

About APACI
The Asia-Pacific Alliance for the Control of Influenza (APACI) Ltd is an independent organisation, established in Hong Kong in April 2011. It is a company limited by guarantee with charitable status, and has a membership consisting of leading experts in the area of influenza, each representing their respective country within the Asia-Pacific region. Through its Board of Directors, APACI maintains full control over all of its activities and published materials.
APACI has a clear mission:  to reduce the burden of influenza across the Asia-Pacific region, and in fulfilment of that mission will:
•    Raise awareness of influenza, its impact, and the mechanisms for controlling Influenza
•    Establish and provide ongoing support to national influenza foundations or similar groups
•    Identify the burden of disease in the Asia-Pacific region
•    Ensure best practice in prevention and treatment of influenza
APACI’s objectives are consistent with those of WHO and their global agenda on influenza.

Summit Partners
1.    The Influenza Foundation of Thailand (IFT),
2.    CDC, Thailand

Summit Supported by:
1.    International Federation of Pharmaceutical Manufacturers & Associations (IFPMA), influenza Vaccine Supply (IVS) International Task Force (www.ifpma.org)
2.    Developing Country Vaccine Manufacturers Network (DCVMN)
3.    Local Industry association (PReMA)
4.    Healthcare professional organizations (World Medical Association, International Council of Nurses, World Health Professionals Alliance, Local HCP orgs etc)

Summit Planning & programming Committee
A/Prof Lance Jennings (Chair APACI)                                 Clin/Prof David Smith (Director APACI)
Kim Sampson (Executive Director)
Prof Paul Chan (Director APACI)                                            
Dr Tawee Chotpitayasunondh (IFT)
CDC (Thailand) representative – to be asked
Tamara Music (IFPMA IVS), Bram Palache (Abbott) Mark Simmerman, Atika Abelin (Sanofi-Pasteur), Kitima Yuthavong(PREMA)

Funding sources
1.    APACI
2.    IFPMA- an unrestricted grant to APACI to support the establishment of the A-P Influenza Summit
3.    PreMA –provision of local expertise & guidance
4.    APEC- (to be approached)


 
<< Start < Prev 1 2 3 4 Next > End >>

Page 1 of 4
Contact: thaivirology@gmail.com
Website statistics



Copyright © 2012 The Virology Association (Thailand)